ราคาเพชร

ราคาเพชร ขึ้นอยู่กับ

  • ขนาด Carat เพชรยิ่งเม็ดใหญ่ แน่นอนครับ ว่าราคายิ่งสูง
  • สี Color เพชรสียิ่งสูง ยิ่งขาว ราคายิ่งแพง
  • ความสะอาด Clarity เพชรไร้ตำหนิ ไร้มลทิน หรือมีตำหนิขนาดเล็ก มีราคาสูงกว่าเพชรที่มีตำหนิขนาดใหญ่ เห็นได้ชัด
  • การเจียรไน (Cut) คุณภาพของการขัดเงา สัดส่วนความสมมาตร ส่งผลต่อราคาเพชร เช่นกัน เพชรที่เจียรไนดีมีคุณภาพระดับ 3 Excellent ปกติจะมีราคาสูงกว่าเพชรคุณภาพ 3 Very Good ประมาณ 2-4%
  • สถาบันที่ออกใบเซอร์ ปกติเพชรที่มีใบเซอร์ จาก GIA จะมีราคาสูงกว่าเซอร์ HRD, IGI  2-3%
  • ราคาพอร์ท หรือ Rapaport Price เป็นราคากลางที่มีการปรับปรุงทุกสัปดาห์ ในระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ในระยะสั้น บางครั้งมีการปรับตัวลดลงบ้าง ราคาพอร์ทใช้เป็นราคาอ้างอิงสำหรับการซื้อขาย ทั้งในตลาดค้าส่ง และค้าปลีก แน่นอนว่าเมื่อราคาพอร์ทเปลี่ยนแปลง ราคาเพชรในตลาดก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย
  • อัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากราคา Rapaport ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อ้างอิงในการซื้อขายเพชร มีหน่วยเป็น US Dollar ทำให้กรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ (Appreciate against Dollar) อย่างเช่นสภาวะปัจจุบัน ราคาเพชรในตลาดเมืองไทย จะถูกลง ในทางกลับกันหากเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ (Depreciate against Dollar) ราคาเพชรในตลาดเมืองไทย จะแพงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเพชรเม็ดหนึ่งมีราคา $1000 ช่วงต้นปี อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลล่าร์ เพชรเม็ดนี้จะมีราคา 35000 บาท ต่อมาช่วงกลางปี เงินบาทแข็งค่า ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลล่าร์ เพชรเม็ดนี้จะมีราคาเหลือแค่ 30000 บาท
  • ส่วนลดการค้า Trade discount ส่วนลดที่ทางผู้ผลิตเพชร หรือพ่อค้าส่งรายใหญ่ เสนอให้แก่พ่อค้าส่งรายย่อย พ่อค้าปลีก ส่วนลดดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อราคาเพชร ส่วนลดจะมากหรือน้อย ขึ้นกับอุปสงค์ อุปทานของเพชรขนาด และคุณภาพ และยังขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจด้วย อย่างช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ช่วงปี 52 ผมได้รับส่วนลดการค้าสูงกว่าช่วงปกติถึง 10-15% ทีเดียวครับ
  • Fluorescence - เพชรที่มีการเรืองแสงภายใต้แสง UV ปานกลาง-เข้ม (medium-strong) จะได้ส่วนลดมากกว่าเพชรที่ไม่มีการเรืองแสง หรือมีการเรือง แสงอ่อนๆ (slight, faint) (โดยปกติ จะได้ส่วนลดมากกว่า 3-10%)
  • นโยบายการตั้งราคา วิธีการตั้งราคาของร้านแต่ละร้านย่อมส่งผลต่อราคาเพชร ที่นิยม ร้านเพชรมักตั้งราคาสองแบบ ได้แก่ การตั้งราคา โดยวิธีการบวก % กำไรจากต้นทุน (Mark up) เช่น ต้นทุน 10000 บวกกำไร 20% ราคาขายคือ 12000 อีกวิธีคือการตั้งราคาโดยอิงราคาพอร์ท เช่น กำหนดส่วนลด 5% จากราคาพอร์ท

ในส่วน ราคาแหวนเพชร หรือราคาตัวเรือน ประกอบด้วย

  • ต้นทุนในส่วนโลหะมีค่า ส่วนประกอบสำคัญของตัวเรือนคือโลหะมีค่า ซึ่งอาจจะเป็น ทอง เงิน ทองขาว ทองคำขาว ก็ได้ครับ แน่นอนครับเมื่อราคาโลหะมีค่า เช่นทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างเช่นปัจจุบัน (2553) ราคาแหวนเพชรในตลาดย่อมปรับตัวสูงขึ้นตาม
  • ค่าแรงในการขึ้นตัวเรือน ได้แก่ ค่าขัด แต่ง ชุบ ขัดเงา ฝัง เป็นต้น อัตราค่าแรง ขึ้นอยู่กับความปราณีตของงาน ค่าแรงในการขึ้นตัวเรือนสำหรับแหวน เริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนถึงหลายพันครับ ขึ้นอยู่กับคุณภาพงานฝีมือ แน่นอนว่าค่าแรงที่แตกต่างกันส่งผลให้ราคาแหวนเพชรแตกต่างกันด้วย
Visitors: 1,018,622